แนวทางการจัดการเรียนการสอนของไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในอาเซียน

       
       
        ในปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การศึกษาของไทยมีความล้าหลังเป็นอย่างมากทั้งในด้านเทคนิคและวิธีการสอนของครู ตลอดจนการศึกษาหมั่นหาความรู้ของนักเรียนไทย เมื่อเทียบกับนักเรียนในอาเซียนแล้วถือว่าน้อยมาก ทำให้ความรู้ของบัณฑิตที่จบการศึกษาจากไทยเมื่อเทียบกับชาติอื่นๆในอาเซียนแล้ว ถือว่าด้อยคุณภาพอยู่มาก และทรัพยากรบุคคลเหล่านี้ขาดศักยภาพในการปฏิบัติงานมาก ในการรับคนเข้าทำงานในตลาดแรงงานอาเซียนนั้นมีการพิจารณาถึงคุณสมบัติหลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านทักษะ ด้านประสบการณ์ การทำงานร่วมกับบุคคลอื่น การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตลอดจนคุณธรรมและจริยธรรม ในการปฏิบัติงานซึ่งถือได้ว่ามีความสำคัญมาก ฉะนั้นเพื่อให้บัณฑิตหรือนักศึกษา ที่จบการศึกษาจากประเทศไทยมีความสามารถและมีศักยภาพทัดเทียมกับชาติอื่นๆ ในอาเซียน ก็ควรมีการจัดการศึกษาแนวใหม่เพื่อให้สามารถทำงานในชาติอาเซียนได้ โดยมีแนวทางการจัดการศึกษา ดังนี้
       1.จัดการเรียนการสอนโดยให้เด็กมีแนวการคิดแบบ Critical thinking
               Critical Thinking ซึ่งในเชิงวิชาการ ให้คำแปลไว้ว่า ‘การคิดเชิงวิพากษ์’ หรือ 'การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ' หมายถึง กระบวนการคิดรูปแบบหนึ่ง ที่เป็นการคิดอย่างเป็นกระบวนการทางปัญญาอย่างเป็นระบบ ใช้ในการสร้างและประเมินข้อสรุปจากหลักฐานหรือสภาวการณ์ใดๆ ได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริงหรือถ้าแปลไทยเป็นไทยให้ง่ายๆ ก็คือ การคิดโดยมีวิจารญาณต่อคำกล่าวอ้าง หรือข้อมูลใดๆ และตัดสินใจจากหลักฐาน และเหตุผลที่ถูกต้อง โดยไม่มีอารมณ์และทิฐิมาประกอบการตัดสินใจซึ่ง การคิดในลักษณะนี้จะทำมีกระบวนการคิดย่างเป็นกระบวนการมากยิ่งขึ้น สามารถทำงานได้เป็นระบบ และงานสำเร็จออกมาอย่างมีประสิทธิภาพมาก

     2.จัดการเรียนการสอนโดยสร้างความเข้าใจ ให้รู้จักคิดวิเคราะห์(Analysis thinking) มากกว่าการท่องจำ
               วิธีการคิดวิเคราะห์เป็นการพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับทางวิทยาศาสตร์ที่เน้นถึงกระบวนการการคิดเพื่อแก้ปัญหาการคิดวิพากษ์วิจารณ์ การคิดตีความ การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ การคิดแบบย้อนทวนการคิดจำแนกแยกแยะ การคิดเชื่อมโยงสัมพันธ์ ซึ่งการคิดวิเคราะห์ ประกอบด้วย 4 ทักษะย่อยซึ่งแต่ละระดับเป็นพื้นฐานของกันและกันตามลำดับซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ที่เป็นการเชื่อมโยงสิ่งเร้ากับการตอบสนองและความต่อเนื่องของการเรียนรู้ต่างๆ เป็นลูกโซ่ซึ่งทักษะย่อยแต่ละระดับ ได้แก่
             2.1. การจำแนกแยกแยะ หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะคุณสมบัติทางกายภาพของวัตถุต่าง ๆ ที่รับรู้เข้ามาว่าเหมือนหรือไม่เหมือนกัน
            2.2. การสร้างความคิดรวบยอด หมายถึง ความสามารถในการจัดกลุ่มวัตถุหรือสิ่งต่างๆ โดยระบุคุณสมบัติร่วมกันของวัตถุสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้กลุ่มวัตถุหรือสิ่งต่างๆเหล่านั้นต่างจากกลุ่มวัตถุหรือสิ่งอื่น ๆ ในระดับรูปธรรม และระดับนามธรรมที่กำหนดขึ้นในสังคมหรือวัฒนธรรมต่างๆ
            2.3. การสร้างกฎ หมายถึง ความสามารถในการนำความคิดรวบยอดต่างๆ มารวมเป็นกลุ่ม ตั้งเป็นกฎเกณฑ์ขึ้น เพื่อให้สามารถสรุปอ้างอิง และตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง
            2.4. การสร้างกระบวนการหรือกฎขั้นสูง หมายถึงความสามารถในการนำกฎหลาย ๆข้อที่สัมพันธ์กันมาประมวลเข้าด้วยกัน ซึ่งนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น  กระบวนการคิดในลักษณะนี้เองจะทำมีการคิดอย่างเป็นกระบวนการ เข้าใจถึงที่มาที่ไปของข้อมูล หรือเนื้อหาอย่างแท้จริง มากกว่าการท่องจำโดยไม่เข้าใจ และสามารถนำไปใช้งานหรือต่อยอดในชีวิตจริงได้


3.การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อดิจิตอล
            ในปัจจุบัน การจัดการเรียนการสอนกับโลกยุคดิจิตอล นั้นครูควรมีบทบาทในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกและชี้แนะแนวทางเพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และบางครั้งอาจจะต้องเป็นผู้ร่วมเรียนรู้ไปพร้อมกับผู้เรียนด้วย  ดังนั้นครูในยุคนี้จึงต้องมีคุณลักษณะที่เรียกว่า E-Teacher  เช่น ต้องมีประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้แบบใหม่โดยจัดการเรียนการสอนผ่านระบบอินเทอร์เน็ตและสื่อเทคโนโลยี  มีทักษะในการแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ เพื่อขยายองค์ความรู้ของตนเองตลอดเวลา มีความสามารถในการถ่ายทอดหรือขยายความรู้ของตนเองสู่นักเรียนผ่านสื่อเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  มีความสามารถในการเสาะหาและคัดเลือกเนื้อหาความรู้หรือเนื้อหาที่ทันสมัย เหมาะสมและเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนผ่านทางสื่อเทคโนโลยี  สามารถใช้สื่อเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลทั้งในฐานะที่เป็นผู้ผลิตความรู้ ผู้กระจายความรู้ และผู้ใช้ความรู้ เป็นต้น ทั้งนี้การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อดิจิตอล จะทำให้ผู้เรียนเห็นภาพจริงๆ ไม่ต้องใช้จินตนาการ เสริมสร้างความเข้าใจได้รวดเร็วขึ้น 
 4.จัดการเรียนการสอนโดยใช้ทุกสถานที่เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้   
            การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องเกิดแค่ในห้องเรียน หรืออาจจะเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ เท่านั้น แต่เกิดได้ในทุกสถานที่ อาทิเช่น ไปนั่งในร้านกาแฟ สังเกตเห็นไอน้ำที่เกาะตามกระจก ก็อาจเกิดข้อสงสัย แล้วไปสืบหาความรู้ถึงกระบวนการกลายไอที่เกาะอยู่ตามกระจกได้ หรือ แม้แต่ในห้องนอน เวลานอนอยู่อาจสังเกตเห็นไฟส่องสว่าง ก็อาจไปศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของหลอดไฟได้ เป็นต้น หากครูผู้สอนรู้จักวิธีจัดการเรียนรู้ได้ดังนี้แล้ว นักเรียน นักศึกษา ก็จะสามารถหาความรู้ และมีความรู้เพิ่มขึ้น ได้จากทุกสถานที่ 
5.จัดการเรียนการสอนโดยสร้างเสริมประสบการณ์นอกห้องเรียน หรือในสถานปฏิบัติงานจริง
            ในหลายสาขาอาชีพที่เป็นงานด้านทักษะ อาทิเช่น สายอาชีพต่างๆ ก็มีความจำเป็นต้องเรียนรู้การฝึกปฏิบัติงานควบคู่ไปกับการเรียนทฤษฎี จะทำให้นักศึกษา ทำงานเป็นระบบ มีประสิทธิภาพ สร้างศักยภาพที่ดีให้แก่ตนเอง นอกจากนี้แบ้วการที่ได้ไปปฏิบิติงานในสถานที่จริงนั้น จะทำให้ทราบด้วยว่าเราชอบงานนั้นจริงหรือไม่ ถ้าไม่ชอบก็จะสามารถหางานอื่นทำได้ หรืออาจไปศึกษาด้านอื่นแทน
6.จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ(The intergation Method)
           การจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ ความคิด ทักษะ และประสบการณ์ ที่มีความหลากหลายและสัมพันธ์เป็นองค์รวมเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการรู้แจ้ง รู้จริงในสิ่งที่ศึกษามา สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

7.จัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน(Project Method)
          วิธีสอนแบบโครงการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้ากระทำในสิ่งที่ตนสนใจตามความถนัดความสนใจ และความสามารถของตนเอง และเป็นผู้วางแผนการทำงานได้ด้วยตนเอง และใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ โดยมีผู้สอนเป็นผู้ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะแนวทาง ผู้เรียนจะต้องฝึกกระบวนการทำงานอย่างมีขั้นตอน คือ วางแผนการดำเนินงานด้วยการเขียนโครงงานเสนอผู้สอน เมื่อได้รับการอนุมัติก็ดำเนินงานตามแผน เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สรุปแผนการดำเนินงาน และรายงานผลปฏิบัติการ รายงานสภาพปัญหา รายงานจากสภาพปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไข โดยโครงงานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ โครงงานประเภทสำรวจ โครงงานประเภททดลอง โครงงานสิ่งประดิษฐ์ และโครงงานทฤษฎี

8.จัดการเรียนการสอนโดยทักษะกระบวนการเผชิญสถานการณ์(Conflict situation skills)
          ทักษะการเผชิญสถานการณ์ที่มีความเหมือนจริง  เป็นกระบวนการเรียนรู้อย่างหนึ่งที่ฝึกให้ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ได้มีโอกาสสัมพันธ์กับสิ่งที่จะเรียนรู้ หรือมีกัลยาณมิตร ช่วยให้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำประสบการณ์จากการเรียนรู้มาเป็นแนวทางการตัดสินใจและการเลือก โดยผ่านการวิเคราะห์และประเมินค่า เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งในกระบวนการสอนลักษณะนี้จะมีความจูงใจในการเรียนรู้ต่อผู้เรียนเป็นอย่างมาก แต่ในบางครั้งสถานการณ์จำลองอาจจำลองได้ง่ายกว่าสถานการณ์จริง
9.จัดการเรียนการสอนแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน(Problem Based Learning)
         วิธีสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐานในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจใคร่รู้และต้องการศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา ซึ่งผู้เรียนอาจจัดสภาพการณ์ให้ผู้เรียนได้เผชิญปัญหาและฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา และใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจปัญหาอย่างชัดเจนและสามารถใช้ทักษะกระบวนการที่นำไปสู้การแก้ปัญหาได้ โดยมีขั้นตอน คือ ตั้งปัญหาหรือกำหนดปัญหา ตั้งสมมติฐาน วางแผนแก้ปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล สรุปผล ตรวจสอบและประเมินผล
10.จัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
        ในปัจจุบันการสื่อสารในอาเซียน ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ฉะนั้นก็ควรใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารแก่นักศึกษามากขึ้น นอกจากนั้นยังทำทักษะทางภาษาอังกฤษของนักศึกษานำไปใช้ในการอ่าน การเขียน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
           หากสามารถจัดการเรียนการสอนตามแนวทางที่ได้อธิบายได้ และนำมาใช้อย่างจริงจังในการเรียนการสอน จะทำให้การศึกษาของไทยมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก และสามารถทำให้เกิดองค์ความรู้ อย่างแท้จริงและสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ นักศึกษาของไทย ก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าได้เช่นกัน
สรุปความมาจาก :
      บุญชม ศรีสะอาด. (2541). การพัฒนาการสอน. กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก .
      สุคนธ์ สินธพานนท์ และคณะ. (2551). พัฒนาทักษะการคิดพิชิตการสอน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์เลี่ยงเชียง.
       สุคนธ์ สินธพานนท์ . (2554). วิธีสอนตามแนวปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของ        เยาวชน. กรุงเทพฯ : เทคนิคพริ้นติ้ง.
       สุคนธ์ สินธพานนท์ . (2560). ครูยุคใหม่กับการจัดการเรียนรู้สู่การศึกษา 4.0. กรุงเทพฯ :              เทคนิคพริ้นติ้ง .
       สุวิทย์ มูลคำ และอรทัย มูลคำ . (2560). 20 วิธีการการจัดการเรียนรู้ . กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ์ .
         

ความคิดเห็น